ประเทศตุรกี

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

ประเทศตุรกี[12] หรือ ประเทศทูร์เคีย[12][a] (อังกฤษ: Turkey, Türkiye; ตุรกี: Türkiye, ออกเสียง: [ˈtʰyɾ.k̟ʰi.je̞ ~ ˈtʰyɾ.cʰi.je̞]) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี หรือ สาธารณรัฐทูร์เคีย (อังกฤษ: Republic of Türkiye; ตุรกี: Türkiye Cumhuriyeti) เป็นสาธารณรัฐระบบประธานาธิบดีในยูเรเชีย พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตก โดยมีพื้นที่ส่วนน้อยในอีสต์เทรซในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศตุรกีมีพรมแดนติดต่อกับ 8 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซีเรียและประเทศอิรักทางใต้ ประเทศอิหร่าน ประเทศอาร์มีเนีย และดินแดนส่วนแยกนาคีชีวันของประเทศอาเซอร์ไบจานทางตะวันออก ประเทศจอร์เจียทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศบัลแกเรียทางตะวันตกเฉียงเหนือ และประเทศกรีซทางตะวันตก ทะเลดำอยู่ทางเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางใต้ และทะเลอีเจียนทางตะวันตก ช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มะรา และดาร์ดะเนลส์ (รวมกันเป็นช่องแคบตุรกี) แบ่งเขตแดนระหว่างเทรซกับอานาโตเลีย และยังแยกทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย ที่ตั้งของตุรกีตั้งอยู่ ณ ทางแพร่งของยุโรปและเอเชียทำให้ตุรกีมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง โดยเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก[14][15][16] มีเมืองหลวงคืออังการา ในขณะที่เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจคืออิสตันบูล (เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออตโตมันจนถึง ค.ศ. 1923)

ประเทศตุรกีมีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคหินเก่า มีอารยธรรมอานาโตเลียโบราณต่าง ๆ เอโอเลีย โดเรียและกรีกไอโอเนีย เทรซ อาร์มีเนีย และเปอร์เซีย หลังการพิชิตของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ดินแดนนี้ถูกทำให้เป็นกรีก เป็นกระบวนการซึ่งสืบต่อมาภายใต้จักรวรรดิโรมันและการเปลี่ยนผ่านสู่จักรวรรดิไบแซนไทน์ เติร์กเซลจุคเริ่มย้ายถิ่นเข้ามาในพื้นที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 เริ่มต้นกระบวนการทำให้เป็นเติร์ก ซึ่งเร่งขึ้นมากหลังเซลจุคชนะไบแซนไทน์ที่ยุทธการที่มันซิเคิร์ต ค.ศ. 1071 รัฐสุลต่านรูมเซลจุคปกครองอานาโตเลียจนมองโกลบุกครองใน ค.ศ. 1243 ซึ่งสลายเป็นเบย์ลิก (beylik) เติร์กเล็ก ๆ หลายแห่ง

ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ออตโตมันรวมอานาโตเลียและสร้างจักรวรรดิซึ่งกินพื้นที่กว้างใหญ่ของยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันตก และแอฟริกาเหนือ[17] กลายเป็นมหาอำนาจในทวีปยูเรเชียและทวีปแอฟริการะหว่างสมัยใหม่ตอนต้น[18] จักรวรรดิเรืองอำนาจถึงขีดสุดระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 17[19] โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างรัชกาลสุลต่านสุลัยมานผู้เกรียงไกร หลังการล้อมเวียนนาครั้งที่สองของออตโตมันใน ค.ศ. 1683 และการสิ้นสุดมหาสงครามเติร์กใน ค.ศ. 1699 จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่ระยะเสื่อมอันยาวนาน การปฏิรูปแทนซิมัตในคริสต์ศตวรรษที่ 19[20] ซึ่งมุ่งทำให้รัฐออตโตมันทันสมัย[21] ไม่เพียงพอในหลายสาขาและไม่อาจหยุดยั้งการสลายของจักวรรดิได้ จักรวรรดิออตโตมันเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยเข้ากับฝ่ายมหาอำนาจกลางและแพ้ในที่สุด ระหว่างสงคราม รัฐบาลออตโตมันก่อความป่าเถื่อนใหญ่หลวง กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อพลเมืองอาร์มีเนีย อัสซีเรีย และกรีกพอนทัส หลังสงคราม ดินแดนและประชาชนกลุ่มใหญ่ซึ่งเดิมประกอบเป็นจักรวรรดิออตโตมันถูกแบ่งเป็นหลายรัฐใหม่ สงครามประกาศอิสรภาพตุรกี (ค.ศ. 1919–1922) ซึ่งมุสทาฟา เคมัล อาทาทืร์ค และเพื่อนร่วมงานของเขาในอานาโตเลียเป็นผู้เริ่ม ส่งผลให้มีการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกีสมัยใหม่ใน ค.ศ. 1923 โดยอาทาทืร์คเป็นประธานาธิบดีคนแรก[22][23]

แม้จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา[24][25] แต่ในปัจจุบันตุรกีถือเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชียตะวันตก และเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่[26] เศรษฐกิจของประเทศจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่และเป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาค[27] เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลกตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และใหญ่เป็นอันดับที่ 11 โดยภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ ตุรกีเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และเป็นสมาชิกรุ่นแรกของ เนโท, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในทะเลดำ, องค์การความร่วมมืออิสลาม และกลุ่ม 20 หลังจากกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นแรกของสภายุโรปใน ค.ศ. 1950 ตุรกีเข้าร่วมสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 1995 และเริ่มการเจรจาภาคยานุวัติกับสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 2005

ชื่อประเทศ Turkey ในภาษาอังกฤษ (มาจากคำในภาษาละตินสมัยกลาง Turchia/Turquia[28]) แปลว่า "ดินแดนของชาวเติร์ก" ในภาษาอังกฤษสมัยกลางมีการเรียกประเทศตุรกีว่า Turkye ซึ่งปรากฏครั้งแรกในงานประพันธ์ The Book of the Duchess (ป. 1369) ของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ ส่วนรูปสะกดปัจจุบันสามารถสืบไปถึง ค.ศ. 1719[29]

ชื่อประเทศตุรกีปรากฏในข้อมูลโลกตะวันตกหลังสงครามครูเสด[30] ในข้อมูลอาหรับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 turkiyya มีความหมายตรงข้ามกับ turkmaniyya (Turkomania) ซึ่งในความหมายโดยกว้าง น่าจะเข้าใจเป็นโอคุซ[31] อิบน์ บะฏูเฏาะฮ์ใช้ชื่อภูมิภาคนี้เป็น as barr al-Turkiyya al-ma'ruf bi-bilad al-Rum ("ดินแดนตุรกีที่มีชื่อว่าดินแดนรูม")[32]

บางครั้ง รัฐสุลต่านมัมลูกยังมีอีกชื่อว่า อัดเดาละตุตตุรกียะฮ์[33]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2022 รัฐบาลได้เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนพยายามที่จะยื่นคำร้องต่อสหประชาชาติให้เปลี่ยนชื่อทางการในภาษาอังกฤษไปเป็น "สาธารณรัฐทือร์คีแย" เพื่อสะท้อนถึงมรดกได้ดียิ่งขึ้นและหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับไก่งวง[34][35] ซึ่งมีต้นตอมาจากชื่อของประเทศเช่นกัน[36] อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องจากคำว่า turkey ในภาษาอังกฤษยังมีความหมายว่า สิ่งที่ล้มเหลวอย่างรุนแรง คนเซ่อ หรือคนโง่[13] มีรายงานในเดือนมกราคม ค.ศ. 2022 ว่ารัฐบาลวางแผนที่จะส่งชื่อ ทือร์คีแย ให้กับสหประชาชาติ[37] เมฟลึท ชาวูโชลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งจดหมายถึงสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2022 เพื่อขอให้ใช้ ทือร์คีแย แทน ทางสหประชาชาติตอบตกลงและดำเนินการตามคำร้องขอทันที[38][39] ส่วนหนึ่งของโครงการเปลี่ยนชื่อประเทศนี้จะมีการพิมพ์วลี Made in Türkiye ("ผลิตในทือร์คีแย") บนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกทุกชนิดด้วย และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2022 ได้มีการออกโครงการที่มีคำพูดติดปากว่า Hello Türkiye ("สวัสดีทือร์คีแย")[39] ส่วนในภาษาไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภามีมติให้เรียกชื่อประเทศนี้ว่า "ตุรกี" หรือ "ทูร์เคีย" ได้ทั้งคู่[12]

ตุรกีเป็นประเทศสองทวีปที่มีดินแดนอยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป[40] ตุรกีในฝั่งเอเชียซึ่งครอบคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของคาบสมุทรอานาโตเลีย นับเป็นพื้นที่ร้อยละ 97 ของประเทศ และถูกแยกจากตุรกีฝั่งยุโรปด้วยช่องแคบบอสพอรัส ทะเลมาร์มะรา และช่องแคบดาร์ดะเนลส์ (ซึ่งรวมกันเป็นพื้นน้ำที่เชื่อมระหว่างทะเลดำกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) ตุรกีในฝั่งยุโรปซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรบอลข่านมีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 3 ของทั้งประเทศ[41] ดินแดนของตุรกีมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาวมากกว่า 1,600 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 800 กิโลเมตร [42] ตุรกีมีพื้นที่ (รวมทะเลสาบ) ประมาณ 783,562 ตารางกิโลเมตร[43]

ตุรกีถูกล้อมรอบด้วยทะเลสามด้าน ได้แก่ทะเลอีเจียนทางตะวันตก ทะเลดำทางเหนือ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางใต้ นอกจากนี้ ยังมีทะเลมาร์มะราในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ[44]

ตุรกีฝั่งเอเชียที่มักเรียกว่าอานาโตเลียหรือเอเชียไมเนอร์ประกอบด้วยที่ราบสูงในตอนกลางของประเทศ อยู่ระหว่างเทือกเขาทะเลดำตะวันออกและเกอรอลูทางตอนเหนือกับเทือกเขาเทารัสทางตอนใต้ และมีที่ราบแคบ ๆ บริเวณชายฝั่ง ทางตะวันออกของตุรกีมีลักษณะเป็นภูเขาและเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายเช่น แม่น้ำยูเฟรติส แม่น้ำไทกริส และแม่น้ำอารัส นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบวัน และยอดเขาอารารัด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของตุรกีที่ 5,165 เมตร[44]

สภาพภูมิประเทศที่หลากหลายนั้นเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายพันปี และยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบันในรูปของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ และภูเขาไฟระเบิดในบางครั้ง ช่องแคบบอสฟอรัสและช่องแคบดาร์ดะเนลส์ก็เกิดจากแนวแยกของเปลือกโลกที่วางตัวผ่านตุรกีทำให้เกิดทะเลดำขึ้น ทางตอนเหนือของประเทศมีแนวแยกแผ่นดินไหววางตัวในแนวตะวันตกไปยังตะวันออก ซึ่งเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีพ.ศ. 2542[45]

ชายฝั่งด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน กล่าวคือหน้าร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส่วนหน้าหนาวอากาศอบอุ่นและมีฝนตก เทือกเขาที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งเป็นตัวกั้นทำให้ภูมิอากาศตอนกลางของประเทศเป็นแบบภาคพื้นทวีป ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างฤดูอย่างเห็นได้ชัด ฤดูหนาวบริเวณที่ราบสูงตอนกลางหนาวมาก อุณหภูมิลดลงถึง -30 ถึง -40 อาจมีหิมะปกคลุมนานถึง 4 เดือนต่อปี

ฝั่งตะวันตกมีอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวต่ำกว่า 1℃ ฤดูร้อนร้อนและแห้งแล้ง ในตอนกลางวันมีอุณหภูมิสูงกว่า 30℃ ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 400 มิลลิเมตร ซึ่งปริมาณจริงแตกต่างกันไปตามระดับความสูง บริเวณที่แห้งแล้งที่สุดคือที่ราบกอนยาและที่ราบมาลาตยาซึ่งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยนต่อปีต่ำกว่า 300 มิลลิเมตร เดือนที่มีฝนมากที่สุดคือเดือนพฤษภาคม และเดือนที่แล้งที่สุดคือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม[46]

คาบสมุทรอานาโตเลีย (หรือที่เรียกว่าเอเชียไมเนอร์) ซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศตุรกี เป็นดินแดนที่มีการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องมายาวนานเพราะอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานในตอนต้นของยุคหินใหม่ เช่น ชาตัลเฮอยืค (Çatalhöyük), ชาเยอนู (Çayönü), เนวาลี โจลี (Nevali Cori), ฮาจิลาร์ (Hacilar), เกอเบกลี เทเป (Göbekli Tepe) และ เมร์ซิน (Mersin) นับได้ว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก[47] การตั้งถิ่นฐานในเมืองทรอยเริ่มต้นในยุคหินใหม่และต่อเนื่องไปถึงยุคเหล็ก ในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ ชาวอานาโตเลียใช้ภาษาอินโดยูโรเปียน, ภาษาเซมิติก และภาษาคาร์ตเวเลียน และยังมีภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา นักวิชาการบางคนเสนอว่าอานาโตเลียเป็นศูนย์กลางที่ภาษากลุ่มอินโดยูโรเปียนนั้นกระจากออกไป[48]

จักรวรรดิแห่งแรกของบริเวณอานาโตเลียคือจักรวรรดิของชาวอิไตต์ ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นประมาณศตวรรษที่ 18 ถึง 13 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้น อาณาจักรฟรีเจียซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองกอร์ตีอุมมีอำนาจขึ้นมาแทนจนกระทั่งถูกทำลายโดยชาวคิมเมอเรียในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล[49] แต่ชาวคิมเมอเรียก็พ่ายแพ้ต่ออาณาจักรลีเดียซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซาร์ดีสในเวลาต่อมา ลีเดียเป็นอาณาจักรที่ร่ำรวยและเป็นผู้คิดค้นเหรียญกษาปณ์

ประมาณ 1200 ปีก่อนคริสตกาล ชายฝั่งตะวันตกของอานาโตเลียถูกครอบครองโดยชาวกรีกไอโอเลียนและอีโอเนียน ชาวเปอร์เซียแห่งจักรวรรดิอาเคเมนิดสามารถพิชิตพื้นที่ทั้งหมดได้ในศตวรรษที่ 6 ถึง 5 ก่อนคริสตกาล แต่หลังจากนั้นดินแดนแห่งนี้ก็ตกเป็นของอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 334 ก่อนคริสตกาล[50] อานาโตเลียจึงถูกแบ่งออกเป็นดินแดนเฮลเลนิสติกขนาดเล็กหลายแห่ง (รวมทั้ง บิทูเนีย คัปปาโดเกีย แพร์กามอน และพอนตุส) ซึ่งดินแดนเหล่านี้ตกเป็นของจักรวรรดิโรมันในกลางศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล[51] ใน ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เลือกเมืองไบแซนเทียมให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของจักรวรรดิโรมัน และตั้งชื่อให้ว่า โรมใหม่ (ภายหลังกลายเป็นคอนสแตนติโนเปิล และอิสตันบูล) หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมลง เมืองนี้ก็กลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์[52]

ตระกูลเซลจุกเป็นสาขาหนึ่งของโอกุสเติร์ก ซึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 9 อาศัยอยู่บริเวณตอนเหนือของทะเลแคสเปียนและทะเลอารัล[53] ในคริสต์วรรษที่ 10 พวกเซลจุกเริ่มอพยพออกจากบ้านเกิดมาทางตะวันออกของอานาโตเลีย ซึ่งในที่สุดกลายเป็นดินแดนแห่งใหม่ของเผ่าโอกุสเติร์ก หลังจากสงครามแมนซิเกิร์ตในปี 1071 ชัยชนะของเซลจุกในครั้งนี้ทำให้เกิดสุลต่านเซลจุกในอานาโตเลีย ซึ่งเป็นเสมือนอาณาจักรย่อยของอาณาจักรเซลจุกซึ่งปกครองบางส่วนของเอเชียกลาง อิหร่าน อานาโตเลีย และตะวันออกกลาง[54]

ตุรกีปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐในปี พ.ศ. 2466 การเป็นรัฐโลกวิสัยเป็นส่วนสำคัญของการเมืองตุรกี ประมุขแห่งรัฐของตุรกีคือประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งเป็นเวลาห้าปี ไม่เกินสองสมัยติดต่อกัน

ตุรกีจัดการเลือกตั้งรัฐสภาภายใต้ระบอบประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก เมื่อ 24 มิถุนายน 2561 มีการปรับเพิ่มจำนวนสภาแห่งชาติ (Grand National Assembly) จาก 550 คน เป็น 600 คน และ กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 4 ปี เป็น 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้งและวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2566 พรรคการเมืองที่สำคัญคือ 1) พรรค Justice and Development (AK) 2) พรรค Nationalist Movement Party (MHP) แนวชาตินิยม 3) พรรค Republican People’s Party (CHP) 4) พรรค İYİ Party 5) Felicity Party และ 6) พรรค Peoples’ Democratic Party (HDP) พรรคของชาวเคิร์ด

:ประกอบด้วย 1) ศาลยุติธรรมทั่วไปทำหน้าที่เช่นเดียวกับศาลชั้นต้นจะมีอยู่ในทุกเมือง 2) ศาลอุทธรณ์สำหรับคดีอาญาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสำหรับอุทธรณ์คดีด้านการปกครอง หรือคดีภาครัฐ และ 3) ศาลสูงสุดทำหน้าที่เช่นเดียวกับศาลฎีกา

ตุรกีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 81 จังหวัด (provinces - iller) ได้แก่

ตุรกีเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของสหประชาชาติ (1945)[55], OECD (1961)[56], องค์การความร่วมมืออิสลาม (1969)[57], OSCE (1973)[58], ECO (1985)[59], BSEC (1992)[60], D-8 (1997)[61] และ กลุ่ม 20 (1999)[62] ตุรกีเป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติใน ค.ศ. 1951–1952, 1954–1955, 1961 และ 2009–2010 และในปี 2556 ได้เข้าเป็นสมาชิกของ ACD ความสัมพันธ์กับยุโรปถือเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศของตุรกี ตุรกีกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มแรก ๆ ของสภายุโรปในปี 2493 สมัครเป็นสมาชิกร่วมของ EEC (ผู้บุกเบิกสหภาพยุโรป) ในปี 2502 และเข้าเป็นสมาชิกสมทบในปี 2506 หลังจากการเจรจาทางการเมืองหลายทศวรรษ ตุรกีสมัครเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ ของ EEC ในปี 2530 เข้าเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรปตะวันตกในปี 2535 เข้าร่วมสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรปในปี 2538 และได้รับการเจรจาการภาคยานุวัติอย่างเป็นทางการกับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2548 การสนับสนุนของตุรกีสำหรับนอร์เทิร์นไซปรัสในข้อพิพาทไซปรัสทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสหภาพยุโรปซับซ้อนและยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเสนอราคาเพื่อเข้าร่วมสหภาพยุโรปของประเทศ การกำหนดลักษณะอื่น ๆ ของนโยบายต่างประเทศของตุรกีคือการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา การประกาศของประธานาธิบดีทรูแมนในปี 1947 ได้ประกาศเจตนารมณ์ของชาวอเมริกันที่จะรับประกันความมั่นคงของตุรกีและกรีซในช่วงสงครามเย็น และส่งผลให้เกิดการสนับสนุนทางการทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในวงกว้าง ใน ค.ศ. 1948 ทั้งสองประเทศรวมอยู่ในแผนมาร์แชลและ OEEC เพื่อสร้างเศรษฐกิจยุโรปขึ้นใหม่ ภัยคุกคามทั่วไปที่เกิดขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นนำไปสู่การเป็นสมาชิกของเนโทของตุรกีในปี 1952[63] จากนั้น ตุรกีได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทูตของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงประเด็นสำคัญ ๆ เช่น การเสนอราคาของประเทศที่จะเข้าร่วมสหภาพยุโรป ภายหลังสงครามเย็น ตุรกีมีความใกล้ชิดกับชาติตะวันออกกลาง คอเคซัส และบอลข่าน

กองทัพตุรกี (Turkish Armed Forces-TSK) มีกำลังพล จำนวน 355,200 นาย[64] แบ่งเป็น กองทัพบก 260,200 นาย, กองทัพเรือ 45,000 นาย, กองทัพอากาศ 50,000 นาย และกองกำลังสำรอง 378,700 นาย (2018) งบประมาณด้านการทหารเมื่อปี 2017 เท่ากับ 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ความพยายามทำรัฐประหารในตุรกีเมื่อ 15 กรกฎาคม 2016 ส่งผลต่อสถานะของกองทัพและนำไปสู่ความพยายามปฏิรูปกองทัพเพื่อลดอำนาจของกองทัพ และเพิ่มอำนาจของพลเรือน

นับตั้งแต่การเป็นสาธารณรัฐ ตุรกีได้มีแนวทางเข้าหาการนิยมอำนาจรัฐ โดยมีการควบคุมจากรัฐบาลในด้านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การค้าต่างประเทศ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปี 2526 ตุรกีเริ่มมีการปฏิรูป นำโดยนายกรัฐมนตรีตุรกุต เออซัล ตั้งใจปรับจากเศรษฐกิจแบบอำนาจรัฐเป็นแบบของตลาดและภาคเอกชนมากขึ้น[65] การปฏิรูปนี้ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็สะดุดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤติทางการเงินในปี 2537 2542[66] และ 2544[67] เป็นผลให้มีการเจริญเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ปี 2524 ถึง 2546 อยู่ที่ 4 เปอร์เซนต์[68] การขาดหายของการปฏิรูปเพิ่มเติม กอปรกับการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและคอร์รัปชัน ทำให้เกิดเงินเฟ้อสูง ภาคการธนาคารที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น[69]

เศรษฐกิจของตุรกีขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมและการบริการเป็นหลัก แต่ภาคการเกษตรยังมีสัดส่วนสูงถึง 25% ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้การค้าโลกหยุดชะงัก เกิดสภาวะเงินทุนไหลออก กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงในไตรมาส 2 กระทบต่อภาคการส่งออก การท่องเที่ยว การเข้าถึงบริการทางการเงิน เสถียรภาพของค่าเงิน อัตราการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อของตุรกี โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของตุรกีจะหดตัว 3.8% ในปี 2563[ต้องการอ้างอิง]

นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2544 และการปฏิรูปที่เริ่มโดยรัฐมนตรีคลังในขณะนั้น เกมัล เดร์วึช อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงเหลือเป็นเลขหลักเดียว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และการว่างงานลดลง ไอเอ็มเอฟพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2551 ของตุรกีไว้ที่ 6 เปอร์เซนต์[70] ตุรกีได้พยายามเปิดกว้างระบบตลาดมากขึ้นผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยลดการควบคุมจากรัฐบาลด้านการค้าต่างประเทศและการลงทุน และการแปรรูปอุตสาหกรรมของรัฐ การเปิดเสรีในหลายด้านไปสู่ภาคเอกชนและต่างประเทศได้ดำเนินต่อไปท่ามกลางการโต้เถียงทางการเมือง[71]

นักท่องเที่ยวในตุรกีเพิ่มขึ้นเกือบทุกปีในศตวรรษที่ 21[72] และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของตุรกีสนับสนุนการท่องเที่ยวตุรกีภายใต้โครงการ Turkey Home ตุรกีเป็นหนึ่งในสิบประเทศปลายทางชั้นนำของโลก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาจากยุโรปเป็นเปอร์เซ็นต์สูงสุด โดยเฉพาะเยอรมนีและรัสเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2019 ตุรกีอยู่ในอันดับที่หกของโลกในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 51.2 ล้านคน ตุรกีมีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก 19 แห่ง

ด้านการขนส่ง มีท่าอากาศยาน 98 แห่ง เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ 22 แห่ง โดยตุรกีเริ่มเปิดใช้ท่าอากาศยานนานาชาติ Istanbul New Airport ที่อิสตันบูล และรัฐบาลตั้งเป้าให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในแง่จำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้ในแต่ละปี และหากเปิดครบทั้งโครงการในปี 2571 จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 200 ล้านคน ตุรกียังมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 20 แห่ง และท่าเรือ 629 แห่ง เส้นทางรถไฟระยะทาง 10,315 กม. ถนนระยะทาง 247,553 กม. สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ เป็นสายการบินประจำชาติของตุรกีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 และยังมีสายการบินอื่น ๆ อีกหลายแห่งดำเนินการในประเทศ

สะพาน Bosphorus (1973), Fatih Sultan Mehmet Bridge (1988) และ Yavuz Sultan Selim Bridge (2016) เป็นสะพานแขวนสามสะพานที่เชื่อมระหว่างชายฝั่งยุโรปและเอเชียของช่องแคบบอสฟอรัส สะพาน Osman Gazi (2016) เชื่อมต่อชายฝั่งทางเหนือและใต้ของอ่าว İzmit สะพานชานัคคาเล 1915 บนช่องแคบดาร์ดาแนลที่เชื่อมระหว่างยุโรปและเอเชีย จะกลายเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ และสะพานชานัคคาเลบนช่องแคบดาร์ดาแนลที่เชื่อมระหว่างยุโรปและเอเชียจะกลายเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก[73]

ตุรกีมีความเชี่ยวชาญในด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาการค้าน้ำมัน การบริหาร จัดการท่อขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ และกำลังผลักดันสู่การเป็น Energy Corridor ด้านการบริหารจัดการ ท่อขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีท่อลำเลียงก๊าซ ระยะทาง 12,874 กม. ท่อลำเลียงน้ำมัน ระยะทาง 3,038 กม. ตลอดจนมีความชำนาญด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง และยานยนต์

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมากครอบคลุมอาณาเขตของประเทศ ท่อส่งน้ำมันบากู-ทบิลิซี-ซีฮาน ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำมันที่ยาวที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เปิดตัวในปี 2005 The Blue Stream ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซข้ามทะเลดำรายใหญ่ ส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังตุรกี ท่อส่งใต้ทะเล Turkish Stream ซึ่งมีกำลังการผลิตปีละประมาณ 63 พันล้านลูกบาศก์เมตร (2,200 พันล้านลูกบาศก์ฟุต) ทำให้ตุรกีสามารถขายก๊าซรัสเซียไปยังส่วนอื่น ๆ ของยุโรปได้ ในปี 2018 ตุรกีใช้พลังงานหลัก 1,700 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง (TW/h) ต่อปี หรือน้อยกว่า 20 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง (MW/h) ต่อคนเล็กน้อย ส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำเข้า แม้ว่านโยบายพลังงานของตุรกีจะรวมถึงการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ถ่านหินในตุรกีเป็นเหตุผลเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตุรกีถึง 1% ของทั้งหมดทั่วโลก พลังงานหมุนเวียนในตุรกีกำลังเพิ่มขึ้นและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu กำลังถูกสร้างขึ้นบนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ถึงแม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะผลิตไฟฟ้าได้เกินระดับประเทศก็ยังได้รับเงินอุดหนุน[74] ตุรกีมีการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพโดยตรงสูงสุดเป็นอันดับห้าของโลก

กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการระบบสาธารณสุขสากลมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นที่รู้จักในชื่อประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Genel Sağlık Sigortası) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากการเรียกเก็บภาษีจากนายจ้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 5% เงินทุนภาครัฐครอบคลุมประมาณ 75.2% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แม้จะมีการดูแลสุขภาพถ้วนหน้า แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยรวมในฐานะส่วนแบ่งของ GDP ในปี 2018 นั้นต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในกลุ่ม OECD ที่ 6.3% ของ GDP เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 9.3% อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78.6 ปี (75.9 สำหรับผู้ชายและ 81.3 สำหรับผู้หญิง) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่ 81 ปี ตุรกีมีอัตราโรคอ้วนสูงที่สุดในโลก โดยเกือบหนึ่งในสาม (29.5%) ของประชากรผู้ใหญ่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่ 30 หรือสูงกว่า[75] มลพิษทางอากาศในตุรกีเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งในประเทศ ตุรกีได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพสร้างรายได้ให้ตุรกีสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์[76] ในปี 2019 รายได้ 60% มาจากการทำศัลยกรรมพลาสติก และผู้ป่วยทั้งหมด 662,087 รายได้รับบริการในประเทศเมื่อปีที่แล้วภายใต้ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

การศึกษาในประเทศตุรกีเป็นแบบภาคบังคับ และไม่เก็บค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 6 ถึง 15 ปี อัตราการรู้หนังสือคือร้อยละ 95.3 ในผู้ชาย ร้อยละ 79.6 ในผู้หญิง และเฉลี่ยรวมร้อยละ 87.4 [77] การที่อัตราการรู้หนังสือของผู้หญิงต่ำกว่าชายเป็นเพราะในเขตชนบทยังคงมีแนวความคิดแบบเก่าที่ไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ[78]

ในปี พ.ศ. 2550 ตุรกีมีประชากร 70.5 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 1.04 ต่อปี ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 92 คนต่อตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นของประชากรในแต่ละจังหวัดแตกต่างกันตั้งแต่ 11 คนต่อตารางกิโลเมตร (ในตุนเจลี) จนถึง 2,420 คนต่อตารางกิโลเมตร (ในอิสตันบูล) ค่ามัธยฐานของอายุประชากรคือ 28.3 [80] จากข้อมูลของทางการในปี พ.ศ. 2548 อายุคาดหมายเฉลี่ยของประชากรทั้งหมดคือ 71.3 ปี[81]

ประชากรส่วนใหญ่ของตุรกีมีเชื้อสายตุรกี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ถึง 55 ล้านคน[82] ชนชาติอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ชาวเคิร์ด, เซอร์ซาสเซียน, ซาซา บอสเนีย, จอร์เจีย, อัลเบเนีย, โรมา (ยิปซี), อาหรับ และอีก 3 ชนชาติที่ได้รับการยอมรับจากทางการได้แก่พวกกรีก, อาร์มีเนีย และยิว ในบรรดาชนชาติเหล่านี้ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือชาวเคิร์ด (ประมาณ 12.5 ล้านคน[82]) ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวตุรกีจำนวนมากอพยพไปยังยุโรปตะวันตก (โดยเฉพาะเยอรมนีตะวันตก) เนื่องจากความต้องการแรงงานในยุโรปเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดชุมชนชาวตุรกีนอกประเทศขึ้น แต่ในระยะหลังตุรกีกลับกลายเป็นจุดหมายของผู้อพยพจากประเทศข้างเคียง ซึ่งมีทั้งผู้อพยพที่ปักหลักอยู่ในประเทศตุรกี และผู้ที่ใช้ตุรกีเป็นทางผ่านต่อไปยังประเทศกลุ่มยุโรป[83]

ประเทศตุรกีมีภาษาทางการเพียงภาษาเดียวคือภาษาตุรกี [84] ซึ่งภาษาตุรกียังเป็นภาษาที่พูดในหลายพื้นที่ในยุโรป เช่นไซปรัส ทางตอนใต้ของคอซอวอ มาเซโดเนีย และพื้นที่ในคาบสมุทรบอลข่านที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน เช่น แอลเบเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บัลแกเรีย กรีซ โรมาเนีย และเซอร์เบีย[85] นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ใช้ภาษาตุรกีมากกว่า 2 ล้านคนอาศัยอยู่ในเยอรมนี และมีกลุ่มผู้ใช้ภาษาตุรกีในประเทศออสเตรีย เบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร[86]

ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม (31,129,845 คน) ที่เหลือเป็นคริสต์ นิกายอีสเทิร์นออร์โธดอกซ์ (143,251) คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (25,833 คน) คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (22,983 คน) และยิว (38,267 คน)

รากฐานทางสังคมของตุรกีมีลักษณะเป็นครอบครัวแบบขยายที่มีความสัมพันธ์กันทั้งสายเลือดและแต่งงาน โดยยึดถือการสืบทอดทางฝ่ายชาย สมาชิกทุกคนยึดถือปฏิบัติตามหลักศาสนา ผู้ชายทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ในปัจจุบันมีความพยายามส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย โดยผู้หญิงสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ ทั้งในส่วนของรัฐบาลและภาคเอกชน แต่ผู้ชายก็ยังมีความคิดว่าผู้หญิงด้อยกว่าทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์

ตุรกีมีวัฒนธรรมที่หลากหลายมากที่ผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ของเติร์ก อนาโตเลีย ออตโตมัน (ซึ่งเป็นความต่อเนื่องของทั้งวัฒนธรรมกรีก-โรมันและอิสลาม) วัฒนธรรมตุรกีเป็นผลผลิตจากความพยายามในการเป็นรัฐตะวันตกที่ "ทันสมัย" โดยที่ยังคงรักษาคุณค่าทางศาสนาและประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมไว้[87]

โดยทั่วไปในความคิดแบบตะวันตก เป็นที่ยอมรับกันว่าจิตรกรรมแบบตุรกีเริ่มเฟื่องฟูในกลางคริสต์ศตวรรศที่ 19 สถาบันจิตรกรรมแห่งแรกของตุรกีคือมหาวิทยาลัยเทคนิคตุรกี (ในขณะนั้นคือ สถาบันวิศวกรรมศาสตร์กองทัพอิมพีเรียล) ซึ่งเปิดสอนในปี 1793 เพื่อจุดมุ่งหมายเชิงการใช้งานมากกว่า[88] ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 การวาดมนุษย์ตามอย่างตะวันตกเริ่มแพร่หลายโดยเฉพาะกับ Osman Hamdi Bey ลัทธิประทับใจ รวมทั้งศิลปะยุคใหม่เริ่มเข้ามากับ Halil Pasha ศิลปินตุรกียุคใหม่ที่ถูกส่งไปเล่าเรียนในยุโรปเมื่อปี 1926 กลับมาพร้อมกับแนวศิลปะร่วมสมัยทั้ง ฟอวิสซึม คิวบิซึม และ เอ็กซ์เพรชชั่นนิสซึม ต่อมาศิลปินได้รวมกันจัดตั้ง "Group D" ซึ่งประกอบด้วยจิตรกรที่นำโดย Abidin Dino, Cemal Tollu, Fikret Mualla, Fahrünnisa Zeid, Bedri Rahmi Eyüboğlu, Adnan Çoker และ Burhan Doğançay ผู้นำเสนอเทรนด์ใหม่ที่จะคงอยู่ในจิตรกรรมตะวันตกไปอีกสามทศวรรษ นอกจาก Group D แล้วยังมีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ อีก เช่น "Yeniler Grubu" (ผู้มาใหม่) ราวปลายทศวรรษ 1930s, "On'lar Grubu" (กลุ่มสิบคน) ในทศวรรษ 1940s, "Yeni Dal Grubu" (กลุ่มสาขาใหม่) ในทศวรรษ 1950s และ "Siyah Kalem Grubu" (กลุ่มปากกาดำ) ในทศวรรษ 1960s[89]

พรมตุรกี เป็นศิลปกรรมท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ตุรกียุคก่อนอิสลาม ยิ่งผ่านกาลเวลามาเท่าไร พรมตุรกีก็ยิ่งมีการผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ ๆ มากขึ้นเท่านั้น สังเกตได้จากกลิ่นอายและงานออกแบบที่มีความเป็นไบแซนไทน์ อนาโตเลีย อาร์เมเนีย ฯลฯ ล้วนทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละถิ่น จนกระทั่งหลังศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ พรมตุรกีจึงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะอิสลาม[90]

จุลจิตรกรรมแบบตุรกี (Turkish miniature) เป็นงานศิลป์ชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจากธรรมเนียมจุลจิตรกรรมแบบเปอร์เชีย การวาดลวดลายขนาดจิ๋วซึ่งเรียกว่า taswir หรือ nakish พบในวัฒนธรรมออตโตมัน และเรียกสตูดิโอที่ทำชิ้นงานว่า Nakkashanes[91]โดยทั่วไปแล้วจุลจิตรกรรมหนึ่งภาพอาจต้องใช้จิตรกรมากกว่าหนึ่งคน เพื่อร่างโครงสร้าง จัดองค์ประกอบ ลงสี ตกแต่งและเก็บรายละเอียด ยังรวมไปถึงขั้นตอนการเขียนคัลลิกราฟี ก่อนที่จะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือหรือเอกสารหนึ่งหน้า[92]

การสร้างลวดลายหินอ่อนบนกระดาษแบบตุรกี (Turkish paper marbling) ก็เป็นอีกจิตรกรรมที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จัก มักพบใช้ในการตกแต่งขอบกระดาษในหนังสือหรือเอกสาร หรือใช้สร้างแม่ลาย (mortif) "Hartif"[93]

ชาวตุรกีภูมิใจในอาหารของตนเองมาก อาหารตุรกีนั้นมีอิทธิพลของอาหรับ กรีก ยุโรปตะวันออกผสานอยู่ด้วย แม้ว่าอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดจะเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่อาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิมยังคงเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้คนจากทุกมุมโลกในปัจจุบัน[94][95]

อาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ กะบาบ เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงสุกต่าง ๆ ที่มีต้นกำเนิดมาจากอาหารตะวันออกกลาง มีทั้งที่เป็นเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เนื้อแล่เป็นชิ้นบาง และเนื้อบด ส่วนใหญ่ใช้หัวหอมหั่นเป็นเครื่องเคียงนอกเหนือจากผักและวัตถุดิบอื่น ๆ หาทานได้ทั่วทุกภูมิภาคของตุรกี

อาหารที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ได้แก่ เบยิน ทาวาซึ (สมองแกะทอด) เบอเรค (แป้งม้วนใส่ผักหรือเนยแข็งชิ้นเล็ก ๆ) คาซึค (แตงกวาและโยเกิร์ตกระเทียม) และสลัดผักต่าง ๆ รวมถึงซุปตุรกีหรือที่เรียกว่า อิสเคมเบ ซึ่งเป็นซุปเครื่องในใส่กระเทียม

อาหารจานหลักเป็นจำพวกเนื้อปลานั้นค่อนข้างแพงหากไม่ได้อยู่ในฤดูกาลแต่มีรสชาติดี โดยเฉพาะในอิสตันบลูหรือตามแถบชายฝั่ง ปลาที่พบอยู่บ่อย ๆ ในเมนูคือ คิลิช (ปลาดาบ), ไคลคาน (ปลาเทอร์บอต), เลฟเรค (ปลาซีเบส), ปาลามุท (ปลาทูน่า) และลูเฟอ (ปลาบลูฟิช) ส่วนเนื้อนั้นปกติจะเป็นเนื้อลูกแกะ, เนื้อไก่ หรือเนื้อวัวปรุงกับผักต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีซิสเกบาบีหรือเนื้อเสียบเหล็กย่าง ส่วนเนื้อหมูนั้นหารับประทานได้ตามโรงแรมใหญ่ ๆ ฮอลิเดย์ วิลเลจ และร้านขายของชำสำหรับตลาดระดับสูง

ประเทศตุรกีเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปีก่อนคริสตกาล[96] ความโดดเด่นคือมีสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกแบบออตโตมันกับศิลปะตะวันตกแบบกรีก-โรมันได้อย่างลงตัว[97] สถาปัตยกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมีมากมาย เช่น:[98]

พิพิธภัณฑ์ฮายาโซฟีอา: เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในเมืองอิสตันบูล เดิมเคยเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ สร้างโดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งไบแซนไทน์ ต่อมาใน ค.ศ. 1453 จักรวรรดิออตโตมันมีชัยชนะเหนือจักรวรรดิไบแซนไทน์ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 จึงดัดแปลงโบสถ์ให้เป็นสุเหร่าแทน โดยสุเหร่าฮายาโซฟีอาเป็นสุเหร่าหลักของเมืองอิสตันบูลยาวนานกว่า 500 ปี ก่อนรัฐบาลตุรกีจะดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ใน ค.ศ. 1935 ความโดดเด่นของที่นี่คือยอดโดมขนาดใหญ่และความงดงามของสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไบแซนไทน์กับศิลปะออตโตมันเข้าด้วยกัน

สุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 หรือสุเหร่าสีน้ำเงิน: ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย เริ่มก่อสร้างใน ค.ศ. 1609 เนื่องจากสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 ต้องการสร้างสุเหร่าศิลปะตะวันออกแบบออตโตมันให้ใหญ่กว่าโบสถ์ฮาเกียโซเฟีย โดยสร้างหันหน้าเข้าหากันแต่อยู่คนละฝั่งเพื่อประชันความยิ่งใหญ่และสวยงาม เอกลักษณ์ของสุเหร่าแห่งนี้คือด้านในสุเหร่าประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าทั้งหมดยามต้องแสงจึงสวยงามมาก ทั้งยังมีลานด้านหน้าที่กว้างที่สุดในกลุ่มสุเหร่าแบบออตโตมันและมีหอสวดมนต์อยู่ถึง 7 หอ

Grand Bazaar ตลาดแกรนด์บาซาร์: เป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศตุรกี มีความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี นอกจากจะเก่าแก่ที่สุดแล้ว ยังเป็นตลาดในร่มสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในตลาดแกรนด์บาซาร์มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้าน มีทางเข้ามากกว่า 21 ทาง แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทสินค้าชัดเจน สินค้าหลัก ๆ ที่ขายในนี้คือ เครื่องเงิน พรม สิ่งทอ เสื้อผ้า วัตถุโบราณ ทองคำ และของที่ระลึก

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศ ตุรกีมีลีกอาชีพที่มีชื่อเสียงคือ ซือเปร์ลีก มีสโมสรชื่อดัง อาทิ กาลาทาซาไร, เฟแนร์บาห์แช, อิสตันบูล บาซัคเซเฮอร์ และเบชิกทัช แม้จะไม่เคยชนะเลิศการแข่งขันรายการใหญ่ แต่ฟุตบอลทีมชาติตุรกีก็มีส่วนร่วมในการแข่งขันรายการสำคัญทั้งฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยเคยผ่านเข้าเล่นในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2 ครั้ง และมีผลงานที่ดีที่สุดคือการคว้าอันดับสามในฟุตบอลโลก 2002 เอาชนะเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วมได้ และผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 5 ครั้ง ผลงานดีที่สุดคือรอบรองชนะเลิศในปี 2008

ตุรกียังขึ้นชื่อในเรื่องของกีฬาวอลเลย์บอล โดยเฉพาะทีมหญิง วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติตุรกี มีส่วนร่วมในการแข่งขันนานาชาติ โดยเข้าร่วมโอลิมปิกฤดูร้อน 2 สมัย และคว้าอันดับ 5 ในโอลิมปิก 2020 เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก 4 สมัย คว้าอันดับ 6 ในปี 2010 ปัจจุบันทีมหญิงของตุรกีอยู่ในอันดับ 4 ของโลกตามการจัดอันดับของ เอฟไอวีบี[99] ในขณะที่ทีมชายเคยเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก 3 ครั้ง และยังไม่เคยเข้าร่วมโอลิมปิก

ดูข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศตุรกี ที่ OpenStreetMap

ยอดเขาอารารัด ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศตุรกี
กำแพงของเมืองทรอย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดสงครามเมืองทรอย
หอสมุดเซลซุสในเมืองเอเฟซุสสร้างเสร็จใน ค.ศ. 135
อาณาจักรออตโตมันในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด (ประมาณ ค.ศ. 1680)
สุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ด (สุเหร่าสีน้ำเงิน) เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน
เครื่องบิน โบอิง 777 ของ สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์
นักดนตรีหญิงน้อยทั้งสอง (ซ้าย) และ นักฝึกเต่า (ขวา) จิตรกรรมของ Osman Hamdi Bey นักดนตรีหญิงน้อยทั้งสอง (ซ้าย) และ นักฝึกเต่า (ขวา) จิตรกรรมของ Osman Hamdi Bey
นักดนตรีหญิงน้อยทั้งสอง (ซ้าย) และ นักฝึกเต่า (ขวา) จิตรกรรมของ Osman Hamdi Bey
กะบาบ หนึ่งในอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในตุรกี
พิพิธภัณฑ์ฮายาโซฟีอา